ทักทาย : D

จะเคลียดกันไปทำไม แค่ "ยิ้ม"เข้าไว้

วันจันทร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

การปกครองสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

การปกครองสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น (พ.ศ.๒๓๒๕-๒๔๓๕)




สภาพทางการเมืองในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ยังคงรูปแบบของระบบประชาธิปไตยอันเป็นระบบการปกครองที่สืบทอดมาช้านาน การเปลี่ยนแปลงภายในตัวระบบอยู่ที่การปรับบทบาทของสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันสูงสุดที่ทำหน้าที่ปกครองประเทศ รูปแบบของสถาบ้นกษัตริย์สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น คลายความเป็นเทวราชาลงเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกันก็กลับเน้นคติและรูปแบบของธรรมราชาขึ้นแทนที่ อย่างไรก็ตาม อำนาจอันล้นพ้นของพระมหากษัตริย์ก็มีอยู่แต่ในทางทฤษฎี เพราะในทางปฏิบัติ พระราชอำนาจของพระองค์กลับถูกจำกัดลงด้วยคติธรรมในการปกครอง ซึ่งอิงหลักธรรมของพุทธศาสนา คือ ทศพิธราชธรรม กับอีกประการหนึ่ง คือ การถูกแบ่งพระราชอำนาจตามการจัดระเบียบควบคุมในระบบไพร่ ซึ่งถือกันว่า พระมหากษัตริย์คือมูลนายสูงสุดที่อยู่เหนือมูลนายทั้งปวง แต่ในทางปฏิบัติพระองค์ก็มิอาจจะควบคุมดูแลไพร่พลเป็นจำนวนมากได้ทั่วถึง จึงต้องแบ่งพระราชอำนาจในการบังคับบัญชากำลังคนให้กับมูลนายในระดับรองๆ ลงมา ในลักษณะเช่นนั้น มูลนายที่ได้รับมอบหมายให้กำกับไพร่และบริหารราชการแผ่นดินต่างพระเนตรพระกรรณ จึงเป็นกลุ่มอำนาจมีอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งกลุ่มใดจะมีอำนาจเหนือกลุ่มใดก็แล้วแต่สภาพแวดล้อมของสังคมในขณะนั้นเป็นสำคัญ

การปกครองและการบริหารประเทศในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น กล่าวได้ว่า รูปแบบของการปกครอง ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ยังคงยึดตามแบบฉบับที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงวางระเบียบไว้ จะมีการเปลี่ยนแปลงก็เพียงเล็กน้อย เช่น ในสมัยรัชกาลที่ ๑ โปรดฯ ให้คืนเขตการปกครองในหัวเมืองภาคใต้กลับให้สมุหกลาโหมตามเดิม ส่วนสมุหนายกให้ปกครองหัวเมืองทางเหนือ ส่วนพระคลังดูแลหัวเมืองชายทะเล ในด้านระบบการบริหาร ก็ยังคงมีอัครมหาเสนาบดี ๒ ฝ่าย คือ สมุหนายกเป็นหัวหน้าฝ่ายพลเรือน ดูแลบังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายเหนือ และสมุหกลาโหม เป็นหัวหน้าราชการฝ่ายทหาร ดูแลบังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายใต้ ตำแหน่งรองลงมาคือ เสนาบดีจตุสดมภ์ แบ่งตามชื่อกรมที่มีอยู่คือ เวียง วัง คลังและ นา ในบรรดาเสนาทั้ง ๔ กรมนี้ เสนาบดีกรมคลังจะมีบทบาทและภาระหน้าที่มากที่สุด คือนอกจากจะบริหารการคลังของประเทศแล้ว ยังมีหน้าที่ดูแลบังคับบัญชาหัวเมืองชายทะเลตะวันออก เสนาบดีทั้งหลายมีอำนาจสั่งการภายในเขตความรับผิดชอบของตน รูปแบบที่ถือปฏิบัติก็คือ ส่งคำสั่งและรับรายงานจากเมืองในสังกัดของตน ถ้ามีเรื่องร้ายที่เกิดขึ้น เสนาบดีเจ้าสังกัดจะเป็นแม่ทัพออกไปจัดการเรื่องต่างๆ ให้เรียบร้อย มีศาลของตัวเองและสิทธิในการเก็บภาษีอากรในดินแดนสังกัดของตน รวมทั้งดูแลการลักเลขทะเบียนกำลังคนในสังกัดด้วย

การบริหารในระดับต่ำลงมา อาศัยรูปแบบการปกครองคนในระบบไพร่ คือ แบ่งฝ่ายงานออกเป็นกรมกองต่างๆ แต่ละกรมกอง มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการควบคุมกำลังคนในสังกัดของตน โครงสร้างของแต่ละกรม ประกอบด้วยขุนนางข้าราชการอย่างน้อย ๓ ตำแหน่ง คือ เจ้ากรม ปลัดกรม และสมุห์บัญชี กรมมีทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก กรมใหญ่มักเป็นกรมสำคัญ เจ้ากรมมีบรรดาศักดิ์ถึงขนาดเจ้าพระยาหรือพระยา

กรมของเจ้านายที่มีความสำคัญมากที่สุด ได้แก่ กรมของพระมหาอุปราช ซึ่งเรียกกันว่า กรมพระราชวังบวรสถานมงคล กรมของพระองค์มีไพร่พลขึ้นสังกัดมาก กรมของเจ้านายมิได้ทำหน้าที่บริหารราชการโดยตรง ถือเป็นกรมที่ควบคุมกำลังคนเป็นสำคัญ เพราะฉะนั้น การแต่งตั้งเจ้านายขึ้นทรงกรมจึงเป็นการให้ทั้งความสำคัญ เกียรติยศ และความมั่นคงเพราะไพร่พลในครอบครองเป็นเครื่องหมายแสดงถึงอำนาจและความมั่งคั่งของมูลนายผู้เป็นเจ้าของการบริหารราชการส่วนกลาง มีพระมหากษัตริย์เป็นมูลนายระดับสูงสุด เจ้านายกับขุนนางข้าราชการผู้บังคับบัญชากรมต่างๆ ทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน ฐานะเป็นมูลนายในระดับสูง ช่วยบริหารราชการ โดยมีนายหมวด นายกอง เป็นมูลนายระดับล่างอยู่ใต้บังคับบัญชา และทำหน้าที่ควบคุมไพร่อีกต่อหนึ่ง การสั่งราชการจะผ่านลำดับชั้นของมูลนายลงมาจนถึงไพร่

สำหรับการปกครองในส่วนภูมิภาคหรือการปกครองหัวเมือง ขึ้นอยู่กับอัครมหาเสนาบดี ๒ ท่าน และเสนาบดีคลัง ดังได้กล่าวไว้ข้างต้น หัวเมืองแบ่งออกเป็นสองชั้นใหญ่ๆ ได้แก่ หัวเมืองชั้นในและหัวเมืองชั้นอก การแบ่งหัวเมืองยังมีอีกวิธีหนึ่ง โดยแบ่งออกเป็น ๔ ขั้น คือ เอก โท ตรี จัตวา ตามความสำคัญทางยุทธศาสตร์และราษฎร
หัวเมืองชั้นใน เป็นหน่วยปกครองที่อยู่ใกล้เมืองหลวง มีเจ้าเมืองหรือผู้รั้ง ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าปกครองดูแล
หัวเมืองชั้นนอก มีทั้งหัวเมืองใหญ่ หัวเมืองรอง และหัวเมืองชายแดน หัวเมืองเหล่านี้ อยู่ใต้การปกครองของเจ้าเมือง และข้าราชการในเมืองนั้นๆ

นโยบายที่ใช้ในการปกครองหัวเมืองในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อความกระชับยิ่งขึ้น กล่าวคือ รัชกาลที่ ๑ ได้ทรงออกพระราชกำหนดตัดทอนอำนาจเจ้าเมืองในการแต่งตั้งข้าราชการที่สำคัญๆ ทุกตำแหน่ง โดยโอนอำนาจการแต่งตั้งจากกรมเมืองในเมืองหลวง นับเป็นการขยายอำนาจของส่วนกลาง โดยอาศัยการสร้างความจงรักภักดีให้เกิดขึ้นกับเจ้านายทั้งสองฝ่าย คือ ทั้งเจ้าเมือง และข้าราชการที่แต่งตั้งตนในส่วนกลาง ตำแหน่งต่างๆ เหล่านี้ต้องรายงานตัวต่อผู้ตั้งทุกปี ทั้งนี้เพื่อผลในการควบคุมไพร่พลและเกณฑ์ไพร่มาใช้ เพราะฉะนั้น มูลนายในเมืองหลวงจึงได้ควบคุมสัสดีต่างจังหวัดอย่างใกล้ชิด

ส่วนการปกครองในประเทศราช เช่น ลาว เขมร มลายู นั้น ไทยใช้วิธีปกครองโดยทางอ้อม ส่วนใหญ่จะปลูกฝังความนิยมไทยลงในความรู้สึกของเจ้านายเมืองขึ้น โดยการนำเจ้านายจากประเทศราชมาอบรมเลี้ยงดูในฐานะพระราชบุตรบุญธรรมของพระมหากษัตริย์ในราชสำนักไทยหรือสนับสนุนให้มีการแต่งงานกันระหว่างเจ้านายทั้งสองฝ่าย และภายหลังก็ส่งเจ้านายพระองค์นั้นไปปกครองเมืองประเทศราช ด้วยวิธีนี้ จึงทำให้เกิดความรู้สึกผูกพันกันขึ้นระหว่างกษัตริย์ไทยกับเจ้านายเมืองขึ้น การปกครอง หรือการขยายอำนาจอิทธิพลในอาณาจักรต่างๆ เหล่านี้ ฝ่ายไทยและประเทศราชไม่มีการทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ขึ้นกับอำนาจความมั่นคงของราชอาณาจักรไทย เพราะฉะนั้น ในช่วงใดที่ประเทศอ่อนแอ เมืองขึ้นก็อาจแข็งเมืองหรือหันไปหาแหล่งอำนาจใหม่ เพราะฉะนั้น เมื่ออำนาจตะวันออกแผ่อิทธิพลเข้ามาในดินแดนเอเซียอาคเนย์ ปัญหาเรื่องอิทธิพลในเขตแดนต่างๆ จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องเวลาทำความตกลงกัน


ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงปฏิรูปการปกครองแผ่นดินอย่างขนานใหญ่ ควบคู่ไปกับการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคม ทั้งนี้ก็เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป การปฏิรูปเศรษฐกิจ ก็ได้แก่ การปรับปรุงระบบบริหารงานคลังและภาษีอากร ส่วนการปฏิรูปสังคมก็ได้แก่ การเลิกทาส การปฏิรูปการศึกษา รวมทั้งการปรับปรุงการสื่อสาร และการคมนาคม เป็นต้น
สำหรับมูลเหตุสำคัญที่ผลักดันให้มีการปฏิรูปการปกครอง มีอยู่ ๒ ประการ คือ
๑.มูลเหตุภายใน ทรงพิจารณาเห็นว่าการปกครองแบบเดิมไม่เหมาะสมกับสภาพทางการปกครองและทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ประเทศไทยมีประชากรเพิ่มขึ้น การคมนมคมและการติดต่อสื่อสารเริ่มมีความทันสมัยมากขึ้น การปกครองแบบเดิมจะมีผลทำให้ประเทศชาติขาดเอกภาพในการปกครอง ขาดประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดินและพัฒนาได้ยาก
๒.มูลเหตุภายนอก ทรงพิจารณาเห็นว่า หากไม่ทรงปฏิรูปการปกครองแผ่นดินย่อมจะเป็นอันตรายต่อเอกราชของชาติ เพราะขณะนั้น จักวรรดินิยมตะวันตก ได้เข้ามาแสวงหาอาณานิคมในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนั้น แต่เดิมเราต้องยินยอมให้ประเทศตะวันตกหลายประเทศมีสิทธิภาพนอกอาณาเขตคือ สามารถตั้งศาลกงสุลขึ้นมาพิจารณาความคนในบังคับของตนได้ โดยไม่ต้องอยู่ใต้การบังคับของศาลไทย เพราะอ้างว่า ศาลไทยล้าสมัย

วันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

การปกครองสมัยสุโขทัย

สมัยกรุงสุโขทัย (1238 – 1438)
อาณาจักรสุโขทัยเป็นราชธานี มาก่อนในพื้นที่เมืองสุโขทัย อยู่ทางภาคเหนือตอนกลางของประเทศไทย ในปี พศ.1781 ถึง 1981 เมืองหลวง ตั้งอยู่ ที่ตำบลเมืองเก่า ซึ้งห่างจากเมืองใหม่ในปัจุบัน 12 กิโลเมตร อยู่ในบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์ เมืองสุโขทัย เมืองสุโขทัยตกอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรเขมร จนถึง ปีพศ. 1691 เมื่อ วีระบุรุษของไทย 2 ท่าน คือ พ่อขุนผาเมือง และพ่อขุนบางกลางหาว ได้ประกาศอิสรภาพ และสร้างเมืองขึ้น หลังจากนั้น พ่อขุนบางกลางหาว เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของอาณาจักรสุโขทัย และ ตั้งพระนามใหม่ของพระองค์เป็นพ่อขุนศรีอินทราทิต และนี้เองเป็นการเริ่มต้นการการก่อตั้งของอาณาจักรของชนชาติไทย ถึงแม้ว่ายังจะมีอาณาจักรที่ไม่เป็นที่รู้จักมากนักเช่น อาณาจักร ล้านนา พะเยา และเชียงแสน ซึ่งก่อตั้งขึ้นในเวลาเดียวกัน


อาณาจักรสุโขทัยขยายอาณาเขตด้วยการเจริญสัมพันธไมตรีกับ อาณาจักรอื่นๆรอบอาณาจักรสุโขทัย แล้วยังได้รับเอาพุทธศาสนามาเป็นศาสนาประจำชาติ ด้วยความช่วยเหลือของพระสงฆ์ชาวศรีลังกา หลังจากนั้นพ่อขุนบานเมือง ซึ่งเป็นพระราชโอรส ได้ขึ้นครองราชสืบต่อจากพ่อขุนศรีอินทราทิต ในปี 1821และหลังจากนั้น พ่อขุนรามคำแหง และได้รับการสถาปนาเป็นพ่อขุนรามคำแหงมหาราช สุโขทัยเป็นยุคทองของความอุดมสมบูรณ์ พ่อขุนรามคำแหงยังเป็นผู้ซึ่งบัญญัติตัวหนังสือไทย ( ตามข้อมูลบนหลักศิลาจารึก ในปี 1821 ซึ่งเป็นที่แพร่หลายเป็นตัวอักษรไทยแต่นั้นมา) ในยุคที่เจริญรุ่งเรืองที่สุด มีอาณาบริเวณครอบคลุมจาก เมืองเมาะตะมะ ( เมียนมาร์ ในปัจุบัน ) ไปจนถึงหลวงพระบาง ( ลาว ในปัจจุบัน )และทางตอนใต้ครอบคลุมไปถึง แหลมมลายู ในบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช อาณาจักรในขณะนั้นกว้างใหญ่กว่าประเทศไทยในปัจจุบันถึงแม้ว่าการปกครองจะปกครองโดยการแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่


หลังจากที่พ่อขุนรามคำแหงได้ทรงสวรรคต พระราชโอรสคือพระยาเลอไท มีการแบ่งแยกของอาณาจักร เริ่มต้นที่อุตรดิตร์ ทางตอนเหนือ และหลังจากนั้น อาณาจักรลาว ซึ่งก็คือหลวงพระบางและ และเวียงจันทน์ ซึ่งปกครองตัวเองด้วยระบบศักดินา ในปี พศ. 1862 อาณาจักรมอญแตกออกไป และ ในปี พศ.1864 อาณาจักรล้านนาเข้ามายึดครองตาก ซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่ในการปกครองของสุโขทัย ทางตอนใต้ คือสุพรรณบุรี ก็แตกออกมาเป็นอิสระ จาการปกครองของพระเจ้าเลอไท ทันใดนั้นอาณาจักรก็เสื่อมอำนาจลง ในขณะเดียวกัน อยุธยาก็เข้มแข็งขึ้น และในที่สุดพระมหาธรรมราชาที่ 2 ได้สถาปนาเมืองหลวงขึ้นใหม่ ในปี พศ. 1913


หลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง มี หลักศิลาจำนวนมากที่บันทึกประวัติศาตร์ของสมัยนั้นไว้ และในนั้นมีหลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง , หลักศิลาจารึกวัดศรีชุม (บันทึกประวัติศาสตร์ของศาสนาของชาติและศรีลังกา), และหลักศิลาจารึกวัดผามาเมือง (จารึกการปกครองในสมัยพระเจ้าเลอไท).


สุโขทัยกลายเป็นเมืองขึ้นของอยุธยาระหว่าง ปี พศ. 1921 ถึง พศ.1955 พระมหาธรรมราชาที่ 4 ได้ขึ้นปกครองกรุงศรีอยุธยา และในปี พศ.1973 พระมหาธรรมราชา ได้ทรงย้ายเมืองหลวงไปที่เมืองพิษณุโลกและหลังจากที่เสด็จสวรรคตในปี พศ. 1981 เมืองได้ถูกลดบทบาทลงเป็นจังหวัดหนึ่งของอยุธยา

วันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

แนะนำตัว

แนะนำตัว
ชื่อ : เวณิกา บุษบงค์
ชื่อเล่น : พลอย
อายุ : 15 ปี
โรงเรียน : วรนารีเฉลิม จังหวัด สงขลา
ชั้น : ม.4/12
เลขที่ : 22